ความดันโลหิตสูง "ภัยเงียบ" ที่คนไทย 17 ล้านคนเป็น รู้ค่าตัวเอง แล้วออกกำลังกายแบบไหนช่วยได้จริง
จงรักษ์สุขภาพ · อ่าน 5 นาที
ความดันโลหิตสูงถูกเรียกว่า "ภัยเงียบ" ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมา คือคนส่วนใหญ่ไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่ปวดหัว ไม่เวียนหัว ใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งที่หลอดเลือดกำลังถูกแรงดันที่สูงเกินพอดีกัดกร่อนอยู่ทุกวัน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจเป็นตอนที่เกิดโรคหลอดเลือดสมอง หัวใจขาดเลือด หรือไตเสื่อมไปแล้ว
ข้อมูลจากการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 7 (พ.ศ. 2567–2568) พบว่าคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูงถึงร้อยละ 29.5 หรือประมาณ 17 ล้านคน ขณะที่องค์การอนามัยโลกประเมินว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยราว 1.4 พันล้านคน และในจำนวนนี้ราว 600 ล้านคน "ไม่รู้ว่าตัวเองป่วย" ตัวเลขนี้บอกเราชัดเจนว่า สิ่งที่อันตรายที่สุดของโรคนี้ไม่ใช่ตัวโรค แต่คือการไม่รู้
บทความนี้จะพาไปดู 3 เรื่องที่ทำได้จริงตั้งแต่วันนี้ คือ รู้ว่าตัวเลขความดันของตัวเองแปลว่าอะไร วัดที่บ้านอย่างไรให้แม่นยำ และปรับพฤติกรรมแบบไหนที่มีหลักฐานว่าช่วยลดความดันได้จริง
ตัวเลขความดันโลหิตบอกอะไรเรา
ค่าความดันโลหิตมีสองตัวเสมอ ตัวบน (systolic) คือแรงดันเลือดขณะหัวใจบีบตัวส่งเลือดออกไป ส่วนตัวล่าง (diastolic) คือแรงดันขณะหัวใจคลายตัว เขียนคู่กันเป็น เช่น 118/76 มิลลิเมตรปรอท
ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค ค่าที่เหมาะสมคือตัวบนไม่เกิน 120 และตัวล่างไม่เกิน 80 มิลลิเมตรปรอท ถ้าตัวบนอยู่ระหว่าง 130–139 หรือตัวล่างอยู่ระหว่าง 80–89 ถือว่าเริ่มเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยง ควรปรับพฤติกรรมและติดตามค่าอย่างต่อเนื่อง หากตัวบนตั้งแต่ 140 ขึ้นไป หรือตัวล่างตั้งแต่ 90 ขึ้นไป ถือว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ควรไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรับการดูแลที่เหมาะสม
และมีอีกหนึ่งตัวเลขที่ต้องจำให้ขึ้นใจ คือถ้าวัดได้ตัวบนตั้งแต่ 180 ขึ้นไป หรือตัวล่างตั้งแต่ 110 ขึ้นไป ถือเป็นภาวะวิกฤติ ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะเสี่ยงต่ออัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเสียชีวิตได้ อย่ารอดูอาการ อย่าคิดว่าเดี๋ยวมันคงลงเอง
วัดความดันที่บ้านให้แม่นยำ ทำอย่างไร
เครื่องวัดความดันอัตโนมัติแบบพันต้นแขนราคาไม่แพงและหาซื้อได้ทั่วไป แต่การวัดผิดวิธีทำให้ค่าเพี้ยนได้หลายสิบมิลลิเมตรปรอท ซึ่งอาจทำให้ตกใจเกินเหตุ หรือแย่กว่านั้นคือทำให้ชะล่าใจ
วิธีที่ถูกต้องตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค คือ นั่งพักอย่างน้อย 5 นาทีก่อนวัด นั่งบนเก้าอี้หลังตรงพิงพนัก วางเท้าทั้งสองข้างราบกับพื้น ไม่ไขว่ห้าง งดชา กาแฟ และไม่สูบบุหรี่อย่างน้อย 30 นาทีก่อนวัด วางแขนบนโต๊ะให้ผ้าพันแขนอยู่ระดับเดียวกับหัวใจ ไม่เกร็งแขน ไม่กำมือ และไม่พูดคุยระหว่างวัด
ควรวัดในเวลาเดิมของทุกวัน เช่น ตอนเช้าหลังตื่นก่อนกินยาและอาหาร แล้วจดค่าไว้ในสมุดหรือแอปมือถือ เพราะค่าเพียงครั้งเดียวบอกอะไรได้ไม่มาก แต่แนวโน้มของค่าตลอดหนึ่งถึงสองสัปดาห์คือข้อมูลที่แพทย์ใช้ตัดสินใจได้จริง สำหรับคนอายุ 35 ปีขึ้นไป การวัดความดันอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะที่บ้าน ที่สถานีสุขภาพใกล้บ้าน หรือในการตรวจสุขภาพประจำปี ถือเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นกิจวัตร
งานวิจัยใหม่ปี 2026 ออกกำลังกายแบบไหนลดความดันได้ดีที่สุด
การออกกำลังกายเป็นวิธีลดความดันที่ได้ผลและไม่มีค่าใช้จ่าย แต่คำถามที่คนถามบ่อยคือ "แบบไหนดีที่สุด" มีงานทบทวนวรรณกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ใน British Journal of Sports Medicine เมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 รวบรวมงานวิจัย 31 ชิ้น ผู้เข้าร่วมรวม 1,345 คน โดยดูผลจากการวัดความดันแบบต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้แม่นยำกว่าการวัดครั้งเดียวที่โรงพยาบาล
ผลสรุปว่ารูปแบบการออกกำลังกายที่ช่วยลดความดันในผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูงได้ดี มี 3 แบบ ได้แก่ (1) แอโรบิก เช่น เดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ ที่ทำให้หัวใจและปอดทำงานหนักขึ้น (2) การผสมแอโรบิกกับการฝึกกล้ามเนื้อ ไม่ว่าจะทำในเซสชันเดียวกันหรือสลับวันกัน และ (3) การฝึกแบบ HIIT ที่สลับช่วงหนักกับช่วงพักเบา ๆ ทั้งสามแบบช่วยลดความดันตัวบนได้เฉลี่ยราว 5–6 มิลลิเมตรปรอท เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย
ตัวเลข 5–6 อาจฟังดูน้อย แต่ในระดับประชากรถือว่ามีนัยสำคัญต่อความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ ส่วนการฝึกแรงต้านเพียงอย่างเดียว การฝึกแบบเกร็งค้าง (เช่น แพลงก์ วอลล์ซิต) โยคะ พิลาทิส หรือกีฬาเพื่อสันทนาการ ก็มีหลักฐานที่น่าสนใจแต่ยังจำกัด ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ อย่าเพิ่งกังวลเรื่องเลือกแบบให้สมบูรณ์แบบ เริ่มจากแบบที่ทำได้ต่อเนื่องก่อน เดินเร็ววันละ 30 นาที หรือสะสมให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ ก็เป็นจุดตั้งต้นที่ดี
พฤติกรรมอื่นที่ช่วยคุมความดัน
นอกจากการออกกำลังกาย กองโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรค แนะนำแนวทางที่ทำได้เองในชีวิตประจำวัน ได้แก่ ลดหวาน มัน เค็ม โดยเฉพาะอาหารโซเดียมสูงอย่างน้ำปลา ซีอิ๊ว ผงปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป ควบคุมน้ำหนักให้ค่า BMI อยู่ในช่วง 18.5–22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ลดความเครียด งดแอลกอฮอล์ งดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า
อีกเรื่องที่หลายคนมองข้ามคือมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือดเช่นกัน ในวันที่ค่าฝุ่นสูง การเลี่ยงออกกำลังกายกลางแจ้งแล้วเปลี่ยนไปออกในร่มแทน เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผล
สำหรับผู้ที่ได้รับยาลดความดันจากแพทย์แล้ว ข้อสำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดยาเอง แม้ค่าความดันจะกลับมาปกติ เพราะค่าที่ดีขึ้นมักเป็นผลจากยาที่กำลังทำงานอยู่ การหยุดยาเองอาจทำให้ความดันพุ่งกลับขึ้นไปโดยไม่มีสัญญาณเตือน หากมีข้อสงสัยเรื่องยาหรือผลข้างเคียง ให้ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ
สรุป
ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่เงียบแต่ไม่ได้ลึกลับ เราจัดการมันได้ด้วยสิ่งที่ง่ายมาก คือรู้ตัวเลขของตัวเอง วัดให้ถูกวิธี และทำอย่างสม่ำเสมอ จำกรอบคร่าว ๆ ไว้ว่า ไม่เกิน 120/80 คือดี, 130–139 หรือ 80–89 คือเริ่มเสี่ยง, ตั้งแต่ 140/90 ควรพบแพทย์ และตั้งแต่ 180/110 คือฉุกเฉิน
จากนั้นค่อย ๆ เติมพฤติกรรมที่มีหลักฐานรองรับเข้าไป เดินเร็วหรือแอโรบิกให้ได้ 150 นาทีต่อสัปดาห์ เสริมด้วยการฝึกกล้ามเนื้อ ลดเค็ม คุมน้ำหนัก นอนให้พอ และผ่อนคลายความเครียด สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องทำครบในวันเดียว แต่ทำสะสมไปเรื่อย ๆ ได้ผลจริง
บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยหรือคำแนะนำการรักษาเฉพาะบุคคล หากคุณมีค่าความดันสูงผิดปกติ มีโรคประจำตัว กำลังตั้งครรภ์ หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะรุนแรง เจ็บแน่นหน้าอก ตาพร่า แขนขาอ่อนแรง ควรปรึกษาแพทย์ทันที
แหล่งอ้างอิง
Hfocus — "ความดันโลหิต" ตัวเลขไหนปกติ แบบไหนภัยเงียบ ชวนคนไทยหมั่นวัดความดัน ลดเสี่ยงโรคร้าย (กรมควบคุมโรค, พ.ค. 2569) — https://www.hfocus.org/content/2026/05/38107
Harvard Health Publishing — The most effective types of exercise to lower blood pressure (3 มิ.ย. 2026) — https://www.health.harvard.edu/heart-health/the-most-effective-types-of-exercise-to-lower-blood-pressure
British Journal of Sports Medicine — Scientific review on exercise and 24-hour ambulatory blood pressure (12 พ.ค. 2026) — https://bjsm.bmj.com/content/early/2026/05/03/bjsports-2025-111474